สมรรถภาพร่างกายกับศักยภาพทางกีฬา: แนวทางพัฒนาอย่างเป็นระบบและปลอดภัย

สมรรถภาพร่างกายเพื่อการกีฬา คือความสามารถของร่างกายในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับชนิดกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การสร้างแรง ความเร็ว และความทนทาน ไปจนถึงการทรงตัวและการประสานงาน การพัฒนาสมรรถภาพจึงไม่ใช่การฝึกหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินจุดตั้งต้น เลือกวิธีฝึกให้ตรงเป้าหมาย เพิ่มภาระอย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้เวลาฟื้นตัว องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนัก 75–150 นาที พร้อมฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยสองวันต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม นักกีฬาควรปรับปริมาณตามวัย ประสบการณ์ ตารางแข่งขัน และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

องค์ประกอบของสมรรถภาพร่างกายที่เพิ่มศักยภาพในการเล่นกีฬา

สมรรถภาพทางกีฬาประกอบด้วยความสามารถหลายด้านที่ทำงานร่วมกัน สภาวิจัยด้านการออกกำลังกายของอเมริกาอธิบายองค์ประกอบสำคัญของสมรรถภาพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไว้ ได้แก่ ความทนทานของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่น และองค์ประกอบของร่างกาย ส่วนการกีฬาโดยตรงยังต้องพิจารณาความเร็ว พลัง ความคล่องแคล่ว การทรงตัว และการประสานงานด้วย ความสำคัญของแต่ละด้านขึ้นอยู่กับลักษณะกีฬา เช่น นักวิ่งระยะไกลต้องพึ่งความทนทาน ขณะที่นักยกน้ำหนักต้องใช้แรงและพลังสูงในช่วงเวลาสั้น

ความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อ

ความแข็งแรงคือความสามารถในการออกแรงต้าน ส่วนพลังคือความสามารถในการออกแรงได้รวดเร็ว การฝึกแรงต้านด้วยน้ำหนักตัว ยางยืด หรืออุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักช่วยเสริมการออกแรงและการควบคุมการเคลื่อนไหว ควรเริ่มจากท่าที่ทำได้ถูกต้อง เลือกน้ำหนักที่เหมาะสม และเพิ่มจำนวนครั้งหรือแรงต้านทีละน้อย แนวทางขององค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่ฝึกกล้ามเนื้อกลุ่มหลักอย่างน้อยสองวันต่อสัปดาห์ แต่จำนวนครั้งและรูปแบบฝึกสำหรับนักกีฬาควรปรับตามเป้าหมายและความพร้อมเฉพาะบุคคล

ความทนทานของหัวใจและไหลเวียนเลือด

ความทนทานของหัวใจและไหลเวียนเลือดหมายถึงความสามารถในการส่งออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อขณะทำกิจกรรมต่อเนื่อง การวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือฝึกเป็นช่วงสามารถพัฒนาด้านนี้ได้ โดยเลือกความหนักและระยะเวลาให้สัมพันธ์กับชนิดกีฬา ผู้ใหญ่ทั่วไปใช้เกณฑ์กิจกรรมระดับปานกลาง 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมระดับหนัก 75–150 นาทีเป็นกรอบด้านสุขภาพ แต่การฝึกเพื่อแข่งขันอาจมีปริมาณต่างออกไปและควรจัดร่วมกับการฝึกทักษะและวันพัก

ความเร็ว ความคล่องแคล่ว และการประสานงาน

ความเร็วคือความสามารถในการเคลื่อนที่หรือออกแรงในเวลาสั้น ส่วนความคล่องแคล่วคือการเปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วและควบคุมร่างกายได้ดี การฝึกวิ่งระยะสั้น การออกตัว การหยุด และการเปลี่ยนทิศทางช่วยพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ ควรฝึกขณะร่างกายยังสด ใช้พื้นที่และรองเท้าที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับท่าลงน้ำหนัก การฝึกประสานงานและการทรงตัว เช่น การเคลื่อนไหวตามสัญญาณหรือฝึกด้วยขาข้างเดียว อาจช่วยให้ควบคุมท่าทางในสถานการณ์กีฬาได้ดีขึ้น

ความยืดหยุ่นและช่วงการเคลื่อนไหว

ความยืดหยุ่นคือความสามารถของข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้อต่อในการเคลื่อนไหวในช่วงที่เหมาะสม การเคลื่อนไหวเตรียมร่างกายแบบพลวัตก่อนฝึก และการยืดค้างอย่างนุ่มนวลหลังออกกำลังกายหรือในช่วงผ่อนคลาย อาจช่วยให้เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการฝืนยืดจนเจ็บ และเลือกท่าที่สัมพันธ์กับความต้องการของกีฬา การยืดเหยียดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนการฝึกแรง ความทนทาน หรือทักษะกีฬาได้

การประเมินสมรรถภาพและการตั้งเป้าหมายก่อนฝึก

การประเมินช่วยให้เห็นจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงระหว่างการฝึก ควรเลือกตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับกีฬาและทำซ้ำภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงกัน เช่น ระยะเวลาวิ่ง ความเร็ว จำนวนครั้งของท่าฝึก หรือความสามารถในการเคลื่อนไหวเฉพาะทักษะ การทดสอบไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว บาดเจ็บ หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกายหนักควรปรึกษาบุคลากรสุขภาพก่อน

เลือกตัวชี้วัดให้ตรงกับชนิดกีฬา

นักกีฬาควรประเมินองค์ประกอบที่ส่งผลต่อผลงานจริง เช่น ผู้เล่นกีฬาประเภททีมอาจติดตามการวิ่งสลับความเร็วและการเปลี่ยนทิศทาง ส่วนนักกีฬาความทนทานอาจบันทึกเวลา ระยะทาง และความรู้สึกเหนื่อย การใช้ตัวชี้วัดหลายชนิดร่วมกันช่วยลดการสรุปผลจากข้อมูลด้านเดียว และทำให้ปรับแผนได้เหมาะสมกว่าเดิม

ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

เป้าหมายควรระบุสิ่งที่จะพัฒนา วิธีวัดผล และช่วงเวลาทบทวน เช่น เพิ่มความสม่ำเสมอในการฝึก หรือพัฒนาผลงานทดสอบเฉพาะด้านภายในระยะเวลาที่เป็นไปได้ ควรบันทึกทั้งการฝึก การพัก และอาการผิดปกติ เพื่อแยกความก้าวหน้าจากความเหนื่อยสะสม หากผลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ให้ทบทวนภาระฝึก เทคนิค การนอน และโภชนาการก่อนเพิ่มความหนัก

หลักการฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางพัฒนาที่ดีต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและความสามารถของผู้ฝึก หลักการสำคัญคือฝึกให้จำเพาะต่อกีฬา เพิ่มภาระอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจัดการพักฟื้นให้เพียงพอ การฝึกที่หนักเกินความพร้อมอาจทำให้คุณภาพการเคลื่อนไหวลดลงและเพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บ ขณะที่การฝึกไม่สม่ำเสมออาจไม่ก่อให้เกิดการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

ฝึกให้จำเพาะต่อทักษะและพลังงานที่ใช้

การฝึกจำเพาะหมายถึงการเลือกกิจกรรมให้ใกล้เคียงความต้องการของกีฬา ทั้งท่าทาง ความเร็ว ช่วงเวลาการออกแรง และการพัก ตัวอย่างเช่น กีฬาที่มีการเร่งความเร็วเป็นช่วงควรฝึกทั้งการออกแรงสั้นและการฟื้นตัวระหว่างรอบ ส่วนกีฬาที่ใช้ความทนทานต่อเนื่องควรเพิ่มเวลาหรือระยะทางอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี การฝึกพื้นฐานด้านแรงและการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องยังมีความสำคัญต่อการรองรับการฝึกเฉพาะทาง

เพิ่มภาระฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การเพิ่มภาระฝึกอาจทำได้ด้วยการปรับเวลา ระยะทาง จำนวนรอบ แรงต้าน หรือความยากของท่า แต่ไม่ควรเพิ่มทุกอย่างพร้อมกัน ควรสังเกตคุณภาพการเคลื่อนไหว ความเหนื่อย และการฟื้นตัวหลังฝึก หากมีอาการเจ็บที่รุนแรงขึ้นหรือไม่ทุเลา ควรหยุดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ตัวเลขการเพิ่มภาระที่เหมาะสมแตกต่างกันตามบุคคล จึงไม่ควรใช้สูตรเดียวกับนักกีฬาทุกคน

จัดการความหนักและเวลาพัก

ช่วงพักเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก เพราะร่างกายต้องใช้เวลาฟื้นตัวและปรับตัว การสลับวันฝึกหนักกับวันเบา หรือกำหนดวันพักเต็มวันตามความเหมาะสม ช่วยให้รักษาคุณภาพการฝึกได้ ควรประเมินความเหนื่อยจากหลายสัญญาณ เช่น ความรู้สึกระหว่างฝึก คุณภาพการนอน และความพร้อมในวันถัดไป แทนการพิจารณาจากความหนักของตารางเพียงอย่างเดียว

โภชนาการ การนอน และการฟื้นฟูร่างกาย

การฝึกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนาสมรรถภาพ การรับประทานอาหารให้เพียงพอ ดื่มน้ำเหมาะสม และนอนหลับมีคุณภาพช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวและการฝึกครั้งต่อไป ความต้องการพลังงานและสารอาหารเปลี่ยนไปตามขนาดร่างกาย ชนิดกีฬา ปริมาณฝึก และช่วงแข่งขัน จึงควรหลีกเลี่ยงการจำกัดอาหารหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยไม่มีข้อมูลและคำแนะนำที่เหมาะสม

รับประทานอาหารให้สอดคล้องกับการฝึก

อาหารที่หลากหลายช่วยให้ได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็น โดยควรมีแหล่งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันที่เหมาะสม ผัก และผลไม้ นักกีฬาควรจัดมื้ออาหารให้สัมพันธ์กับเวลาฝึกและความทนต่ออาหารของตนเอง หากมีเป้าหมายด้านน้ำหนักหรือการแข่งขัน ควรขอคำปรึกษาจากนักกำหนดอาหารหรือบุคลากรสุขภาพ เพื่อป้องกันการได้รับพลังงานไม่เพียงพอ

ดื่มน้ำและติดตามสัญญาณร่างกาย

ความต้องการน้ำขึ้นอยู่กับอากาศ ระยะเวลาฝึก และอัตราการเสียเหงื่อ ควรดื่มน้ำตามความเหมาะสมก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย โดยเฉพาะการฝึกนานหรือในสภาพอากาศร้อน อาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ สับสน อ่อนแรงผิดปกติ หรือเป็นลมระหว่างออกกำลังกายเป็นสัญญาณที่ควรหยุดกิจกรรมและขอความช่วยเหลือทันที

ให้ความสำคัญกับการนอนและการฟื้นตัว

การนอนช่วยให้ร่างกายและสมองฟื้นตัว การจัดเวลานอนให้สม่ำเสมอ ลดสิ่งรบกวนก่อนเข้านอน และหลีกเลี่ยงการฝึกหนักใกล้เวลานอนหากทำให้นอนยาก เป็นแนวทางที่นำไปใช้ได้ หากรู้สึกเหนื่อยต่อเนื่อง ผลงานลดลง หรือมีอาการเจ็บซ้ำ ควรลดภาระฝึกและประเมินสาเหตุร่วมกับผู้ฝึกสอนหรือบุคลากรสุขภาพ

ตัวอย่างการนำแนวทางไปใช้และข้อควรระวัง

ผู้เล่นกีฬาประเภททีมที่ต้องวิ่งสลับหยุดอาจเริ่มจากประเมินความทนทาน การเร่งความเร็ว และการเปลี่ยนทิศทาง จากนั้นจัดการฝึกแรงพื้นฐาน ควบคู่กับการฝึกวิ่งเป็นช่วงและฝึกทักษะจริง โดยเพิ่มภาระทีละด้านและกำหนดวันเบาหรือวันพัก ส่วนผู้เริ่มต้นควรเริ่มจากกิจกรรมที่ทำได้ต่อเนื่องและไม่ก่ออาการผิดปกติ แล้วเพิ่มความถี่หรือระยะเวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างเหล่านี้เป็นกรอบทั่วไป ไม่ใช่โปรแกรมเฉพาะบุคคล

ควรหยุดฝึกและขอความช่วยเหลือเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบากผิดปกติ เป็นลม หรือบาดเจ็บเฉียบพลัน ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยา ตั้งครรภ์ หรืออยู่ในวัยเด็กและวัยสูงอายุ ควรได้รับการปรับกิจกรรมให้เหมาะสม การฝึกภายใต้ผู้ฝึกสอนที่มีความรู้ช่วยตรวจท่าทางและจัดลำดับการฝึกได้ แต่ไม่ควรฝืนทำตามแผนเมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือน

สรุปแนวทางพัฒนาสมรรถภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพกีฬา

การพัฒนาศักยภาพทางกีฬาควรเริ่มจากเข้าใจองค์ประกอบสมรรถภาพที่จำเป็นต่อชนิดกีฬา ประเมินจุดตั้งต้นและตั้งเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ จากนั้นฝึกแรง ความทนทาน ความเร็ว ความคล่องแคล่ว และความยืดหยุ่นให้เหมาะกับความต้องการ พร้อมเพิ่มภาระอย่างค่อยเป็นค่อยไปและจัดเวลาพักให้เพียงพอ โภชนาการ การดื่มน้ำ และการนอนเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเดียวกัน ผู้ที่ต้องการเริ่มหรือปรับแผนควรจดบันทึกการฝึก ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น และให้ความสำคัญกับสุขภาพระยะยาวควบคู่กับผลงาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • องค์การอนามัยโลก. แนวทางกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่ง ค.ศ. 2020: https://www.who.int/publications/i/item/9789240015128
  • องค์การอนามัยโลก. ข้อมูลกิจกรรมทางกาย: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/physical-activity
  • สภาวิจัยด้านการออกกำลังกายของอเมริกา. องค์ประกอบสมรรถภาพทางกาย: https://www.acefitness.org/resources/everyone/blog/6596/what-are-the-five-components-of-physical-fitness/

Explore More

ประโยชน์ของการวิ่ง: ไม่ใช่แค่ลดน้ำหนัก แต่ดีต่อสุขภาพจิตด้วย

ประโยชน์ของการวิ่ง

การวิ่งช่วยลดน้ำหนักและปรับรูปร่าง การวิ่งเป็นกิจกรรมคาร์ดิโอที่เผาผลาญพลังงานได้ดี ช่วยสร้างการขาดดุลแคลอรีซึ่งเป็นหัวใจของการลดน้ำหนัก เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะปรับการใช้พลังงานและเพิ่มการเผาผลาญหลังการออกกำลังกายด้วย แม้ว่าการวิ่งจะเน้นการลดไขมันส่วนเกิน แต่ก็ยังช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา สะโพก และแกนกลางลำตัว เมื่อจับคู่กับโภชนาการที่เหมาะสม จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในรูปร่างและสัดส่วนอย่างชัดเจน การวิ่งยังช่วยให้เสื้อผ้าที่เคยคับเริ่มใส่สบายขึ้น ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญในการฝึกต่อเนื่อง การวิ่งกับสุขภาพหัวใจและระบบทางเดินหายใจ การวิ่งกระตุ้นให้หัวใจเต้นอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มปริมาณเลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย ระบบหลอดเลือดจะมีการปรับตัวให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและความดันโลหิตสูง การวิ่งยังช่วยเพิ่มความจุปอดและประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ส่งผลให้ความอดทนในการทำกิจกรรมประจำวันดีขึ้น ผู้ที่วิ่งเป็นประจำมักมีระดับคอเลสเตอรอลที่ดีขึ้นและมีอัตราการเกิดโรคเมตาบอลิซึมต่ำกว่า การวิ่งแบบอินเทอร์วัลหรือวิ่งเร็วสลับช้าเป็นวิธีที่ดีในการพัฒนาองค์ประกอบเหล่านี้อย่างรวดเร็ว การวิ่งส่งเสริมสุขภาพจิตและอารมณ์ การวิ่งมีผลเชิงบวกต่อจิตใจไม่แพ้กับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ในขณะวิ่ง ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินซึ่งช่วยลดความเครียดและสร้างความรู้สึกสุขใจ นอกจากนั้น การวิ่งยังช่วยลดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า โดยการให้เวลาสำหรับการคิด ไตร่ตรอง และบำบัดใจด้วยการเคลื่อนไหว

ความลับของการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อที่นักกีฬาทุกคนควรรู้

การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ

การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อเป็นกระบวนการสำคัญที่มักถูกมองข้ามในโลกของการออกกำลังกายและการแข่งขันกีฬา หลายคนมุ่งเน้นไปที่การฝึกซ้อมอย่างหนักแต่ลืมนึกถึงว่าร่างกายต้องการเวลาในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง การฟื้นตัวที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกซ้อมครั้งต่อไปอีกด้วย บทความนี้จะเปิดเผยความลับของการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อที่นักกีฬาทุกคนควรรู้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักกีฬามืออาชีพหรือเพียงแค่คนรักสุขภาพที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ความรู้เหล่านี้จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความสำคัญของการพักผ่อนอย่างเพียงพอ การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานหนักที่สุดในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ได้รับความเสียหายจากการออกกำลังกาย ในระหว่างการนอนหลับลึก ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ในปริมาณสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อใหม่ นักกีฬาควรพยายามนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อคืนเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ การนอนไม่เพียงพอไม่เพียงแต่จะทำให้การฟื้นตัวช้าลง แต่ยังส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและบาดเจ็บมากขึ้น นอกจากนี้ คุณภาพของการนอนก็สำคัญไม่แพ้ปริมาณ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนอน เช่น ห้องมืดและเงียบ อุณหภูมิที่เหมาะสม และการหลีกเลี่ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการพักผ่อน โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับการฟื้นตัว

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด: ความสำคัญของการวอร์มอัพและคูลดาวน์ ก่อน-หลังออกกำลังกาย

การวอร์มอัพและคูลดาวน์

การออกกำลังกายเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี แต่บ่อยครั้งที่ผู้คนมักมองข้ามขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกาย นั่นคือ การวอร์มอัพ (Warm-up) ก่อนเริ่มกิจกรรม และ การคูลดาวน์ (Cool-down) หลังจบกิจกรรม หลายคนเชื่อว่าการเสียเวลา 10-15 นาทีไปกับสองช่วงนี้เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น หรือเร่งรีบที่จะข้ามไปเลยเพื่อประหยัดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การวอร์มอัพและคูลดาวน์คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายที่สูงสุด และการป้องกันอาการบาดเจ็บในระยะยาว ส่วนที่ 1: ความสำคัญของการวอร์มอัพ (Warm-up) การวอร์มอัพคือกระบวนการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกแรงที่หนักขึ้น เปรียบได้กับการอุ่นเครื่องยนต์ก่อนการเดินทางไกล การวอร์มอัพที่เหมาะสมจะช่วยเตรียมระบบร่างกายทั้งทางกายภาพและระบบประสาท 1. การเพิ่มอุณหภูมิร่างกายและกล้ามเนื้อ การวอร์มอัพช่วยเพิ่มอุณหภูมิหลักของร่างกายและกล้ามเนื้อที่กำลังจะใช้งาน เมื่อกล้ามเนื้ออุ่นขึ้น